Friday, October 09, 2009

ร้านชา รานช้า

คุณแม่ฉายหนังเปิดร้านชามาได้ร่วมสองเดือน
ตั้งอยู่ในหลืบมุมหนึ่งบนชั้นสองของหอศิลป กรุงเทพ ที่มีฝรั่งชอบมาถามว่า ตึกนี่มันเปิดมานานแค่ไหนแล้ว ทำไมไม่มีปรากฏในแผนที่

เปิดมาได้ร่วมสองเดือน หมายถึง นี่กูมาปลีกวิเวกจากซูซู นั่งเก้าอี้ไม้กดคอมพิวเตอร์ แลจ่ายค่าทางด่วนทุกวี่วันมาได้สองเดือนแล้วเหรอเนี่ย

บุคลิกยิ้มเรี่ยราดของกูที่พี่ซีชอบบอก งัดมาใช้กับการเฝ้าร้านได้ดี ภาระกิจหลักของการดูแลร้านไม่มีอะไรมาก ล้างแก้ว ต้มน้ำ ชงชา เช็ดโต๊ะ กวาดพื้นถูพื้น ซื้อน้ำแข็ง และคุยกับพี่รปภ.ด้วยประโยคเดิมๆ ว่า เปิดประตูให้หน่อย ล็อคประตูด้วยค่ะ เป็นอันจบวัน

นั่งนิ่งๆ เหมือนไม่ได้ถูกจับตามอง เวลาคนมายืนหน้าร้านแล้วสอดส่ายสายตาผ่านกระจกใสๆ
ปวดฉี่วะ

Tuesday, March 31, 2009

การจากไปของแดง

และแล้ววันนี้ก็มาถึง วันที่ไม่ค่อยเคยจะนึกถึงมาก่อน โตโยต้า โคโลล่า 9ฬ 9893 สีแดง รถคู่บุญของครอบครัวได้จากไปแล้ว ขับออกไปโดยใครก็ไม่รู้ชื่อ เหลือไว้เพียงปึกเงินร้อยกว่าใบในกระเป๋า (แล้วตอนนี้ก็หายไปแล้วซะด้วย)

ตัวเลข 1996 ในสมุดทะเบียนทำให้รู้ว่า นี่แกอยู่กับฉันมานานมากเลยนะ 12 ปี พูดได้ว่า คนที่รู้จักฉันเกือบทุกคนรู้จักแดง 1996 นั่นฉันเพิ่งรู้จักกับแพรใหม่ๆ หมาดๆ แดงก็เข้ามาในชีวิต แถมอยู่นานกว่าแพรอีก เหอ เหอ เดียก็รู้จักแดง พี่เก่งก็รู้จักแดง แอ๋มก็รู้จักแดง แป่ว คนในชีวิตกูก็มีอยู่แค่นี้นี่หว่า

เอาน่า
แดงนั่นเองที่ทำให้ฉันไม่เคยขึ้นรถเมล์กลับบ้านเองจนจบม.6
แดงนั่นเองที่ทำให้ฉันรู้ตัวว่าเป็นคนชอบล้างรถ เฝ้าฉีดเฝ้าล้างมันทุกอาทิตย์ถ้าไม่ขี้เกียจ

แดงมีบาดแผลการผ่านสมรภูมิไม่มากไม่น้อย แต่ไม่ถึงกับเลือดตกยางออก เฉี่ยวชนกับเพื่อนร่วมทางบ้างพอเป็นกระสัยว่า แต่ถึงรบไม่ขลาด แต่พอมาปีหลังๆ บาดแผลไม่ได้รับการศัลยกรรมเพราะเปลืองเงินทอง และแม่บอก พอรับได้ วันนี้ที่แดงจากไปเลยไปพร้อมกับรอยบุบข้างท้ายที่เจ้าของเขาเล่าให้เซลล์ทุกคนฟังว่า มันไปจิ้มต้นลินจี่มา

มีอยู่ช่วงนึงแดงตกระกำลำบากเพราะโดยสิงห์อมควันยึดไปขับ ภายในคุเคล้าไปด้วยกลิ่นบุหรี่ แบบฝังลึกลงไปในเบาะ มองไปเห็นผงขาวๆ ตามจุดต่างๆ ภายนอกเสื่อมโทรมเพราะไม่ได้รับการทำความสะอาดเป็นเวลานาน วันดีคืนดีแดงเลยหยุดเคลื่อนตัวตรงกลางถนนซะอย่างงั้น และนั่นเองทำให้ทุกคนได้รู้ว่าแดงก็มีหัวใจ

โชคดีของแดง แต่โชคร้ายของแม่ (ในฐานะนายทุน) ที่สิงห์อมควันหันไปได้กับมาซด้า แดงเลยหลุดจากโซ่ตรวนการทารุณกรรม กลับมาสู่อ้อมกอดการล้างการเช็ดของฉันอีกครั้ง จนสุดท้าย กุญแจขับเคลื่อนของแดงก็ตกมาอยู่ในมือฉัน ด้วยการสนับสนุนในฐานะโค้ชฝึกสอนจากแอ๋ม แดงได้รับความรักเป็นอย่างดี เลยไม่งอแงทำเครื่องรวนเหมือนคราวก่อน ทั้งที่ครั้งนี้มักจะต้องออกสนามลูกรังศาลายาอยู่ทุกวี่วัน แต่ไม่นานพอเสียงลือเสียงเล่าอ้างถึงรถคันใหม่ลอยมาเข้าหูแดง มันก็เริ่มออกอาการ ส่งเสียงร้อง และมากสุดถึงขั้นตะโกนโหวกเหวกผ่าน(ต่อม)ลูกหมาก

เวลาจะพูดถึงการซื้อรถคันใหม่ตอนที่นั่งอยู่ในแดง แม่ต้องคอยกระซิบกระซาบ แล้วหันมาบอกฉันว่า เดี๋ยวมันน้อยใจ มันรู้จะเนี่ย

ทำไงได้
ขอโทษด้วยนะ

ถ่ายรูปไว้ด้วยล่ะ ในมือถือ แต่ต้องไปศึกษาวิธีเอาออกมาก่อน
รถคันใหม่ชื่อ ทอง

Sunday, February 15, 2009

ข้าพเจ้ามาแล้ว

มีคำถามข้อนึงในเมลฟอร์เวิร์ดถามว่า ถ้าไม่ได้เกิดเป็นคนแล้วอยากเกิดเป็นอะไร
กูตอบว่า จอบิ
จอบิเป็นหมา
ทำให้นึกได้ว่าจะเล่าอะไร
ชีวิตนี้มีหมาที่รู้จักอยู่ 3 ตัว
ตัวแรก ชื่อ โบโบ้ เป็นหมาที่แพรบอกว่า หน้าโง่
และ เหมือนเรา
เหอ เหอ
หน้าโง่
ตัวขาวๆ ใหญ่ๆ ปานนี้คงอ้วนแล้ว
ที่ได้ขึ้นชื่อว่าหน้าโง่ ก็เพราะว่า ตอนเด็กๆ นั้นนั่งอยู่ดีๆ ตรงระเบียงเตี้ยๆ
หันไปอีกที อ้าว ตกลงไปข้างล่างจุ่มตัวอยู่ในกระป๋อง
ตอนนี้มันแก่แล้ว แต่ยังเป็นหมาสุดที่รักเหมือนเดิม ถึงจะหน้าโง่ แต่ฉลาดเอาใจ เอาใจแบบเงียบๆ ถ้าเจ้าของกำลังไม่สบายใจ ก็จะเอาตัวอ้วนๆ ก้นอวบๆ ไปนั่งพิง นั่นแหละคือการเอาใจของมัน
ตัวที่สอง ที่ถึงทำเป็นไม่รู้จักก็ต้องรู้จัก คือหมาของพี่เก่ง ชื่อ จูดี้
ชื่อแร๊ด แรด ตัวก็แรดด้วย ขี้สำออย ชอบการเอาใจ และเอาแต่ใจเป็นที่หนึ่ง
เราไม่ค่อยสุงสิงกัน แต่ได้ยินข่าวคราวเสมอๆ จากการบอกเล่าของพี่เก่ง
จูดี้ อายุเท่าไหร่ก็ไม่รู้ เป็นหมาแถวบ้าน ที่อยู่ๆ พี่เก่งก็ถือกรรมสิทธิ์เก็บมันมาเลี้ยง มากอด มาด้วย ได้เสียเป็นเมียอันดับหนึ่ง ตอนนี้กลายเป็นทาสรักปัดไม่ขาดไปซะแล้ว
ตัวสุดท้ายก็คือ จอบิ จอบิเป็นหมาหน้าตาดี หุ่นบึ๊กส์ แต่ไม่มีไข่ เพราะโดนกัด ต้องไปตัดออก
ตอนนี้เสียงเห่าของมันเลยราวกับเสียงผู้หญิงกรี๊ด
จอบิบ้าระห่ำ ชอบให้วิ่งไล่ ไม่อยู่เฉย ไฮเปอร์เหมือนเจ้าของมัน
ก่อนจะมาชื่อ จอบิ นั้น เรารู้จักมันในนาม น้องหมา และยังมีอีกหลายชื่อมากมาย คาดว่าชื่อ จรเข้ ก็อาจจะเคยมาแล้ว
อยู่ๆ เรานึกภาพความแตกต่าง หมาสามตัวที่เรารู้จักกับเจ้าของของมัน
ถ้าเราหันไปมองโบโบ้ ตัวแรก มันจะนั่งอยู่ข้างๆ เจ้าของ เอาตูดพิง แล้วยิ้มหวาน เจ้าของก็นั่งยิ้มแหะแหะเช่นกัน มาทำให้ฉันมีความสุขเดี๋ยวนี้นะไอ้ตูด
ถ้าหันไปมองจูดี้ อ้าวทำไมจูดี้ไม่อยู่กับพื้น ก็จูดี้อยู่ในอ้อมกอดพี่เก่งนี่น่า ได้รับความอบอุ่นเต็มที่
ส่วนถ้าหันไปหาจอบิ ไอ้นี่ไม่อยู่นิ่ง เพราะเจ้าของกำลังเชียร์ให้มันกระโดดโลดเต้น ย่ะ ย่ะ สนุกสนานกันใหญ่ ขอเล่นด้วยคนได้ป่าว J

Tuesday, November 11, 2008

กลับมาซบอกบล็อคดีก่า

สืบเนื่องมาจากอุตริไปสมัครสวัสดีห้ากับเขาดูบ้าง ทั้งที่โดนแซวว่าเขาฮิตกันไปตั้งสองสามปีแล้ว เพิ่งจะโผล่หน้ามา ทำไงได้ เพิ่งสัมผัสไฮสปีดกับเขานี่น่า
สนุกสนานอยู่ได้วันสองวัน ทิ้งบล็อคไปมีแฟนใหม่ ไม่ทันไรก็เบื่อ
แถมยังทำไรเกิ้มๆ ที่มีคนพยายามบอกแล้วก็ยังไม่เข้าใจ
เมื่อมีคนทัก เราก็ตอบ แล้วมันผิดตรงไหนวะ
สุดท้ายถึงขนาดพี่เก่งต้องมาสอน วิธีการตอบ ของยี่ห้อนี้เขาไม่เหมือนบล็อคนะจ้ะหนู
เหอ เหอ
ฉันไม่เข้าจายยยยยยยยยย
บ่นไปบ่นมา ก็ไม่ยอมเข้าไปตอบในหน้าจอของคนอื่นสักกะที
จนสุดท้ายแพรต้องมาด่าเข้าอีกรอบ ฉันไปเม้นท์ของเธอแล้วทำไมเธอไม่ตอบฟะ
ไรอ่ะ พอตอบแล้วมันไปขึ้นของคนอื่นเขาไปทั่ว กูไม่ชอบนี่หว่า
อื้อ อื้อ อื้อ
กลับมาซบบล็อคเหมือนเดิมดีกว่า
ข้าน้อยขอกลับมาตายรังนะพี่หมี นะไอลดา

Thursday, October 02, 2008

ไอลดาที่รัก

กูอัพบลอคทั้งๆ ที่ไม่มีเรื่องจะเล่า แต่เพราะไอลดาที่รัก...
จริงๆ แล้วกูมีเรื่องเล่ามากมาย แต่ถ้าเล่าไปทั้งหมดเมิงก็คงเบื่อที่จะฟัง
เอาเป็นว่ากูยังมีชีวิตอยู่ดี มีคนให้คิดถึง กิน นอน อ้วน อย่างปกติ
อย่างงี้แหละ มีแฟนแล้วเขาต้องทิ้งเพื่อนกันถึงจะครบสูตร
แต่ไม่นาน กูจะกลับไปซบอกไอลดาที่รัก นะ นะ นะ นะ
:))))

*อย่านอกใจกูไปกับพี่เก่งซะก่อนล่ะ ชิ ชิ

Thursday, June 26, 2008

ปารีส (มุม) กล้องวนิ







1. นกฮูกที่ไหนวะ กูก็จำไม่ได้
2. ดูๆ แล้วไม่รู้ว่าเป็นเรารึป่าว แต่ก็น่าจะใช่
3. เพื่อนร่วมงาน
4. นู้ด
5.ปะติมากรรมทับซ้อน
6.เป็นรูปที่ดูออกและสีชัดที่สุดแล้ว

พอดีเราใช้ฟิล์มที่มันเสื่อมสมรรถภาพแล้วน่ะวนิ ไม่ต้องตกใจ
แร้วก็...หมุนคลิกมั่วๆ ด้วย เหอ เหอ

.

Wednesday, June 25, 2008

ปารีส (เว่อร์ชั่นไม่ตึก)


Tuesday, May 27, 2008


อันเรื่องประหลาด ที่โอเบอร์-ปารีส

แค่อยากตั้งชื่อไว้เป็นอนุสรณ์
แต่หลังจากนี้จะเป็นบันทึก ถึงการไปเยือน

เนื่องด้วยเทศกาลหนัง โอเบอร์เฮาเซ่น ที่ดูแล้วเราไม่น่าจะสร้างประโยชน์ประยังใดๆ ให้แก่องค์กรได้มากนัก แต่เมื่อได้ไป ก็ไปสิคับ หมายกำหนดการเดินทางวันที่เท่าไหร่ไม่รู้แร้ววะ (1 พ.ค. 2551 มั้ง) และเพื่อนร่วมทางนาม ชื่นสุมน
เวลาสิบกว่าชั่วโมงกับการเดินทางและการดีเลย์ของเครื่องไปมา ทำเอาเรามึนๆ เมื่อได้เหยียบเท้าลงบนพื้นดินของเมืองแฟรงค์เฟิร์ต พร้อมกับคำที่พวกเราพร่ำพูดกันอยู่ได้ว่า “พวกเราก็เก่งกันมากนะ” (ที่มาถึงกันจนได้)
คืนแรกหลังจากลงเครื่อง เรานั่งแท็กซี่ราคา 35 ยูโร สู่บ้านพี่เป๊ก พันธมิตรชั้นวีไอพีของมูลนิธิหนังไทย เราปรับตัวเองสู่โหมดมารยาทโดยการ นั่งอยู่เฉยๆ แล้วก็ยิ้มไปยิ้มมาในบ้านใครก็ไม่รู้จัก พร้อมกับคุณแม่ของเขา ที่พี่ลิบอกรูปพรรณสัณฐานก่อนหน้าว่าตัวสูงกว่าพัดลมที่ออฟฟิศนิดเดียว คืนนั้นเราหลับนอนบนโซฟาความยาวขนาดขาเกิน แล้วตื่นขึ้นมาในยามเช้าตรู่ด้วยความเมื่อยหรือแปลกที่ก็ไม่แน่ใจนัก เผื่อเผชิญหน้ากับการเดินทางอีกทอดหนึ่งด้วยรถไฟสายด่วนสัญชาติเยอรมัน สู่ที่หมาย โอเบอร์เฮาเซ่น
ใครจะรู้ว่า 35 ยูโรในคืนแรกสร้างผลกระทบการใช้สตางค์แบบ ช่างมันเหอะ อีกหลายๆ ครั้งต่อมา
พวกเราเก่งกันมากอีกครั้ง เมื่อได้มายืนอยู่หน้าออฟฟิศเซ็นเตอร์ของเทศกาลที่เป็นจุดประสงค์หลักของการเดินทาง
แสดงตัวเสร็จสรรพ เดินลากกระเป๋าตามแผนที่เมืองเล็กๆ สู่โรงแรมที่พัก ปลดเปลื้องภาระ และตั้งใจทำงาน
ทุกอย่างเป็นไปตามนั้น ยกเว้นไอ้ข้อที่ว่า ตั้งใจทำงานนี่สิ
พวกเราทำเป็นฟิตโดยการจองตั๋วดูหนังในวันนั้น 3 โปรแกรมรวด ทั้งที่เมื่อถึงก็ปาเวลาเข้าไปครึ่งวันเสียแล้ว ผลปรากฏว่าวิถีทางหนังที่โอเบอร์เฮาเซ่นนิยมนั้นเป็นตัวขับกล่อมพวกเราได้เป็นอย่างดีในวันแรก z z z
โปรแกรมที่ 1-2 เราจำได้ว่าได้ดูหนังไปอย่างมากโปรแกรมละเรื่องเท่านั้น แล้วค่อยมาตื่นเอาโปรแกรมที่ 3 ซึ่งเป็นงาน MV สร้างประโยชน์ได้มากเลยกรู

เราพึงพอใจกับการเป็น ชาวต่างชาติ หนักหนา แถมเป็นชาวต่างชาติที่ไม่พูดภาษาอังกฤษเสียด้วย จะพูดทำไมล่ะ ในเมื่อมีล่ามติดตัวมาทั้งตัวแบบนี้ นอกจากการพูดภาษาไทยแร้ว เราใบ้ล้วน ชาวต่างชาติทำอะไรก็ไม่ผิด ข้ามถนนตอนสัญลักษณ์เป็นตัวแดง โดนด่าก็ฟังไม่รู้เรื่อง เอ๋อๆ ไปมองหน้าเขาก็เอ็นดู ทำอะไรเพี้ยนวิถีไปเขาก็ไม่ใส่ใจมาห้ามปราม อากาศก็ดีแสนดี ตากแดดก็ไม่ร้อน เดินก็ไม่ค่อยเหนื่อย เห็นอะไรก็ตื่นตาตื่นใจ ต้นไม้ ใบไม้ ท้องฟ้า บ่อน้ำ ถนน รถ คน อาหาร ร้านค้า + + +

อย่าเพิ่งมาปรามาสว่าเราจะหลับเช่นวันแรกเจอนั้นทุกวันไป มันไม่มีอีกแล้ว (อาจจะมีบ้างเล็กน้อย) ถึงหนังที่นี่จะแปล่งๆ กับรสนิยมของเราอยู่มาก แต่เมื่อมาแล้วก็ ต้องสู้ หลายเรื่องพบว่า นั่งทำอย่างอื่นดีกว่าวะ ส่วนอีกหลายเรื่องเป็นที่ดูจะชอบใจ แต่แล้วก็ต้องหวนคิดว่า หรือเพราะว่าเรื่องก่อนๆ มามันน่านอนเสียมากกว่าฟะ เรยทำให้เรื่องนี้มันโดดเด้ง วิจารณญานของเราถูกเรียกใช้งานอย่างเต็มที่ หิวก็กิน แต่ง่วง ไม่นอน คิวตารางการดูหนังของพวกเรานั้น ในขณะที่เรารู้สึกว่ามันโคตรจะเต็มเอียด แต่เพื่อนร่วมงานมักมาพูดต่อภายหลังด้วยความเสียดายและเสียใจว่ามันได้พลาดหนังไปหลายเรื่อง ถ้าเป็นอย่างนั้นพวกเราอาจไม่มีชีวิตรอดก็ได้นะ

หลังจากเริ่มต้นด้วยการตะลุยดูหนังสายประกวด ทั้งอินเตอร์และเยอรมัน การอ่านซับภาษาสากลของเราพบว่า แม่งโคตรล้มเหลว กรูเหนื่อยเหลือเกินกับการทำความเข้าใจ บวกกับแนวหนังก็ไม่รู้จะเอ็กซ์เปอร์ไปถึงไหน สุดท้ายเราเลยพึงใจทำหน้าตึงๆ แล้วไปนั่งดูหนังร่วมกับเด็กๆ วัยประถมในโปรแกรมหนังของเด็กเสียมากกว่า ทั้งที่หนังส่วนใหญ่ไม่มีซับและพูดภาษาต่างดาว แต่ก็ดูจะเข้าใจได้ง่ายกว่าสายประกวดเป็นไหนๆ พร้อมบรรกาศโหหิ้ววของเด็กฝรั่งช่างจำนันจา ทำให้คึกคักคึกคักคึกคักคึกคัก...

Tuesday, April 29, 2008

คิดว่าเราคงกำลังพยายามอัพบลอคก่อนหายตัว
อากาศย่ำแย่ เป็นใจให้ช่วงนี้เราปวดหัวฉิบหาย
เมื่อวานได้รับโทรเลขจากวนิ
แพรมาเฉลยทีหลังว่า ช่วงนี้เป็นช่วงฮิตส่งโทรเลข ก่อนหมดอายุ
อยากจะส่งบ้าง แต่คงไม่ทันแล้ว
อีกหน่อยต้องมีพิพิธภัณฑ์โทรเลขไทย
อะไรเก่าๆ ก็หายไปอีกอย่างหนึ่ง แล้วก็มีสิ่งใหม่มาแทนที่
เจริญแล้ว ว่างั้น
สงสัยว่าฝนที่ตกลงมาจะผสมยานอนหลับมาด้วย
ทำไมคืนนี้มันไม่ออนวะ

ภารกิจง่ายๆ ภายในสิบวัน
หาที่นอน ดูหนังให้ตาแตก ร่าเริงในปารีส และซื้อของที่ได้รับมอบหมายให้ครบ